2008/Mar/07

ต่อจากคราวที่แล้วค่ะ

เด็กเกียรตินิยมแท้จริงหางานไม่ง่ายหรอกนะคะ....

งานบางงานเขาก็ไม่อยากได้คนเกียรตินิยม เพราะเห็นว่ามัน over qualified และบางคนก็กลัวว่าไอ้พวกนี้จะเป็นพวกหัวแข็ง ego สูง EQ ต่ำ หรือไม่ก็ทำงานไม่เป็นเพราะได้แต่เรียน เรียกเงินเดือนแพง ( แต่บางทีได้ค่าเกียรตินิยมด้วยนะ แต่ยังไม่เคยทำงานกับที่ที่ให้ค่าเกียรตินิยม)

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องหามาประดับตัวก็คือความสามารถด้านอื่น ๆ รวมทั้งประสบการณ์ทั้งฝึกงาน ทั้งทำกิจกรรม ให้เขาเห็นว่า ชั้นไม่ได้เรียนอย่างเดียวนะยะ ชั้นก็คนปกติทั่วไป ( แต่ไป ๆ มา ๆ ดูคล้ายพวกบ้าพลัง ทั้งเรียนทั้งกิจกรรมมากมาย)

เวลาเราหางานก็ต้องหาที่คิดว่าเหมาะสมกับความสามารถของเรา แบบงานต้องไม่ธรรมดาเกินไป ( เพราะเขาคงไม่คิดจะเรียกไปสัมภาษณ์ให้เปลืองเวลาเขา ด้วยเหตุผลที่ว่า แกมัน over qualified) แต่ก็ต้องไม่เลิศเลอจนทำจริง ๆ จะได้หรือเปล่า เพราะเรามันก็ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน ความรู้อย่างเดียวมันไม่ทำให้เราอยู่รอดในโลกแห่งการทำงานจริง ๆ หรอก...เวลาทำงานเขาก็คาดหวังว่าเด็กเกียรตินิยมมันน่าจะทำอะไรได้ดีกว่า...แต่ไม่จริงหรอกค่ะ คนเรามันโง่กันได้ในบางเรื่อง...

ตอนนั้นเราหางานก็นานเหมือนกัน เพื่อนไปทำงานกันแล้ว เหลือเราเหงาเดินเที่ยวอยู่คนเดียว อาจจะเพราะเราเลือกงานพอสมควรด้วยมั้ง เพราะอยากทำที่อยากทำจริง ๆ .....( จริง ๆ ก็ดูเงินเดือน สวัสดิการ ที่ตั้งของที่ทำงานด้วย...อ๊ะ เรื่องมากเหมือนกันนิเรา)

สมัครไปก็ประมาณ 10 กว่าที่ รอประมาณ 1 เดือน ก็ได้สัมภาษณ์งาน แล้วก็ได้งานเลยแต่เราก็กั๊ก ๆ ไว้ก่อน เพราะอยากได้อีกที่มากกว่า เพราะเป็นบริษัทฝรั่ง อยากฝึกภาษา แล้วก้ได้งานที่บริษัทฝรั่งซึ่งเจ้านายเราตอนสัมภาษณ์บอกว่า " ทำไมไม่มีคนให้งานคนอย่างยูทำนะ เขาคิดอะไรกันเนี่ยะ ไม่น่าเชื่อ"...

หลังจากนั้น พอเราเปลี่ยนงานก็ได้ไปสัมภาษณ์งานแล้วก้เจอคำถามแปลก ๆ ที่ทำเอาอึ้ง ๆ เช่น

" ได้เกียรตินิยม ทำงานกับคนอื่นเป็นเหรอ เอาดีคนเดียวหรือเปล่า ฟังความเห็นคนอื่นบ้างไหม "

( อันนี้เราตอบทำนองว่า ไม่หรอกค่ะ เพราะจากประสบการณ์ทั้งตอนเรียนและทำงานรู้ว่า team work เป็นเรื่องสำคัญ คนเรามีทักษะและความรู้ ความคิดเห็นต่างกัน การรับฟังคนอื่นเป็นแง่ที่สำคัญมากในการทำงาน)

แล้วมีคำถามประมาณ

" ทำไมถึงมาเลือกบริษัทเรา ได้เกียรตินิยมทำไมไม่ไปทำบริษัทใหญ่ ๆ ดัง ๆ"

( ตอนนั้นเราเลือกบริษัทเล็ก เพราะอยากเรียนรู้งาน... เราก้เลยบอกเขาไปว่าเรามองเรื่องโครงสร้างการทำงานที่จะให้โอกาสเราได้เรียนรู้มากแค่ไหน...ความจริงอยากจะบอกว่า ถ้าแม้แต่แกยังดูถูกบริษัทตัวเอง ชั้นก็ไม่อยากจะทำแล้ว !!! )

ความจริงเรายังโดนจวกเรื่องเป็นลูกคนเดียวอีกด้วย...แบบว่าพอรู้ว่าเป็นลูกคนเดียวก็จะโดนคำถามว่าทำงานกับคนอื่นได้ไหม เอาแต่ใจรึเปล่า....อะไรฟระเนี่ยะ.. แต่ไม่ชอบที่สุดคือถามเรื่อง พ่อแม่ทำงานอะไร...( เคยเจออยู่ 2 ที่ที่ถามแบบนี้ ส่วนมากเป็นคนไทย) นึกในใจว่า แกรับชั้นหรือรับพ่อแม่ชั้นทำงาน เกี่ยวไรกันด้วย ฝรั่งไม่เห็นถามเลย เขาดูที่ตัวบุคคลเป็นหลักต่างหากเล่า....

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
โอ้....ฟังดูแล้วน่าลำบากจิงๆนะคะ
อยากได้เหมือนกันค่ะเกียรตินิยม จาพยายามconfused smile
#1  by  mintd*-* At 2008-03-07 16:32, 
พยักหน้าเห็นด้วย

ชั้นจบเกรดโง่ๆ สมัครงานไปรับประมาณ 70% หล่ะมั้ง
#2  by  gsawa At 2008-03-07 16:32, 
ก็นานาจิตตังนะครับ เพราะเขาใช้ประสบการณ์ตนเองมาพิจารณาคนอื่น คำถามเลยสิ้นคิดไปหน่อยquestion
#3  by  「4GLORY」 At 2008-03-08 03:54, 
โอ้วว ลำบากนะคะเนี่ย
ส่วนฝ้ายยังไม่เคยไปทำงานกะคนอื่นเลย
วัน ๆ ก็ทำงานของที่บ้าน แค่นี้ก็หัวปั่นแล้วค่ะ
sad smile
#4  by  ``Fein ` ๏_๏ ่':๏๏๏๏๛ At 2008-03-08 10:47, 
นี่แหละ สังคมไทย ฉบับชีวิตจริง(ที่สุด)
เจอเหมือนกันตอนสัมภาษณ์เรื่องพ่อแม่ทำงานอะไร
แต่เราเป็นลูกคนกลางเค้าก็ถามนะ ว่ามีปัญหาไหม
เราจำได้ว่า เรางงกับคำถามเลยยิ้มตอบกลับไปเท่านั้นเอง sad smile
แต่เราไม่เคยทำกิจกรรในมหาลัยนะ แต่เราออกมาทำงาน
part time ข้างนอกอ่ะ ก็จะเจอคำถามที่ตางกันออกไป

จะสมัครไปเป็นลูกจ้างเค้าก็งี้แหละ ทำไรไม่ได้ นอกจาก ทำใจ surprised smile
#5  by  Bew At 2008-03-08 16:07, 
555~~ ลำบากจริง ๆ ด้วย big smile
จริงด้วย...หางานทำได้ช้ากว่าเพื่อน อุตสาห์ตั้งใจเรียน
#7  by  mAy (125.24.60.218) At 2008-06-07 20:53, 
อืมมม น่าลำบากเหมือนกันนะคะเนี่ย แต่เห็นด้วยว่าสำคัญที่ประสบการณ์ค่ะ
#8  by  Ojisama At 2008-06-27 21:28, 

<< Home