2008/Dec/14

วันก่อนกำลังเดินกลับบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย เพราะวันนั้นเลิกดึก...งานเร่ง...เดิน ๆ อยู่ก็นึกขึ้นมาว่า ถ้าวันนี้มีโปสการ์ดของใครสักคนส่งมา คงรู้สึกดีนะเนี่ยะ...พอเข้าบ้านก็เห็นโปสการ์ดวางอยู่ เป็นโปสการ์ดจากเพื่อนเจ้าประจำ ที่เวลาไปเที่ยวที่ไหน ขึ้นเหนือล่องใต้ ก็จะส่งโปสการ์ดของสถานที่ ๆ ไปมาให้เสมอ เป็น surprise เล็ก ๆ ตลอดเวลา

เมื่อก่อนจำได้ว่าสมัยมัธยมจะบ้าเขียนจดหมายกันมาก สมัยมหาลัยก็ยังเขียนอยู่ แต่ตอนมัธยมตอนม. ปลายเป็นช่วงที่ฮิตที่สุด ยิ่งเรียน 2 ปีครึ่ง ทำให้มีเวลาว่างครึ่งปี ทุกคนเลยเขียนจดหมายหากันเป็นการใหญ่ บางวันมาที 10 ฉบับ ก็มัวแต่นั่งเขียนจดหมายกันจนแทบจะลืมอ่านหนังสือเพื่อสอบเอนท์ไปเลย... พอโตขึ้นมา ก็ยุ่ง ๆ ทำให้จดหมายที่เคยเขียนกันขั้นต่ำ 1 หน้ากระดาษ เอ 4 กลายเป็นเหลือแค่โปสการ์ดใบเล็ก ๆ เท่านั้น

ไปเปิดกล่องโปสการ์ดดู ( อีกแล้ว) ก็นึกขำ ๆ เพราะที่มาของมันมีหลากหลาย

ทั้งจากคนที่ส่งมาให้ เพราะคิดถึงกันจริง ๆ.... คนที่ส่งมาให้เพราะรู้ว่าเราชอบ...คนที่หมักดองโปสการ์ดไว้นาน จนส่งมาทีพร้อมกัน 3 ใบ...คนที่เวลาไปเที่ยวแวะเมืองไหนก็จะส่งมาจากทุกเมืองที่ไปแวะ..คนที่โดนอ้อนวอนแกมบังคับให้ส่งมาให้...คนที่ไม่รู้จักแต่ก็ยังส่งมาหาเรา

คนที่ไม่รู้จักแล้วยังส่งมาหาเรา...คือสามีพี่ที่รู้จักกัน สามีเขาเป็นลุงฝรั่งที่ใจดีมาก ๆ ตอนนั้นพอดีคุณสามีไปเที่ยวฝรั่งเศส พี่เขาก็ไปบอกสามีว่า มีเด็กบ้าโปสการ์ดอยู่คนนึง ช่วยส่งมาให้หน่อยสิ...ฮา ฮา...แล้วเขาก็ยอมส่งมาจริง ๆ ด้วย...เขียนไว้ว่า greeting from Paris...I wish you have a chance to visit here... :)

มีโปสการ์ดใบนึง ส่งมาพร้อมกลิ่นกาแฟอ่อน ๆ เพราะเพื่อนเขียนแล้วทำกาแฟหกใส่ มันเลยบอกว่าเป็นโปสการ์ดแบบมีกลิ่นไปซะเลย

โปสการ์ดอีกใบ เพื่อนส่ง msg มาถามที่อยู่ แล้วปรากฏว่าโปสการ์ดมาแบบโล่งมาก เขียนแค่ว่า กรูมาถึงปายแล้ว ( จบข่าว)

โปสการ์ดอีกใบ เป็นรูปเด็กชาวเขา เพื่อนเขียนมาบอกว่า หน้าเหมือนมรึงเลยส่งมาให้ดู ( ซะงั้น)

โปสการ์ดอีกใบ เป็นโปสการ์ดแบบแจกฟรี ไม่ได้มีความสวยงามเลยแม้แต่น้อย แต่ข้อความข้างหลังเป็นข้อความที่เพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มช่วยกันเขียน ตอนที่พวกมันไปออกค่ายกัน แต่เราไม่ได้ไป...พวกมันเลยเขียนบรรยายความรู้สึกและเล่าเรื่องราวที่ไปค่าย..เป็นโปสการ์ดที่มีความหมายมาก ๆ ใบนึงเลยล่ะ

ส่วนอีกใบ เพื่อนอยากส่งมา แต่จำที่อยู่ไม่ได้ มันเลยส่งไปบ้านตัวเองก่อน แล้วค่อยเอามาให้เรา ( เข้าใจคิด ๆ )

และอีกมายมาย..แต่ละใบก็มีคุณค่าแตกต่างกันออกไป...มีข้อความสั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่บ่งบอกความรู้สึก ณ เวลาและสถานที่ที่คนเขียนอยู่

ส่วนเราแม้จะไม่ค่อยได้เดินทาง แต่ถ้าเจอโปสการ์ดหรือรูปอะไรที่เห็นแล้วเหมาะกับคน ๆ นั้นเหลือเกินก็จะร่อนส่งไปหาทันที ( ส่วนมากพวกอยู่เมืองนอกจะได้โปสการ์ดเป็นรูปอาหารไทยน่ากิ๊น น่ากิน..แกล้งกันข้ามทวีป) เวลาส่งก็มีความสุขไปอีกแบบ เป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชีวิต...

ขอบคุณเจ้าของโปสการ์ดทุกคน กับ surprise เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ชีวิตร่าเริงสดใสขึ้นมาได้

ปล. วันนี้คุณเขียนโปสการ์ดแล้วหรือยัง

 

2008/Nov/18

เมื่อไม่นานมานี้คุยกันเรื่องอะไรสักอย่าง แล้วน้องทีทำงานก็บอกขึ้นมาว่า

" พี่เป็นคนที่มีเพื่อนผู้ชายเยอะนะเนี่ยะ"( พอถามว่าทำไมคิดแบบนั้นล่ะ น้องบอกว่า ก็เห็นเล่าถึงวีรกรรมของเพื่อนหลายคน ไม่เคยซ้ำกันเลย)

เราก็เลย เหรอ...เอ่อ ไม่เคยคิดมาก่อนแฮะ ก็เห็นคนอื่น ๆ ก็มีเพื่อนผู้ชายประมาณนี้นะ...เลยเอานิ้วมานับดู เพื่อน/ พี่ผู้ชายที่สนิทกัน คุยกันได้เกือบทุกเรื่อง ก็มีประมาณ 5 คน ถ้านับเลยวงจรไปหน่อย คุยได้แต่ไม่ถึงกับเกือบทุกเรื่องก็ประมาณอีก 5 คน ก็รวมเป็นสิบคน

...นับ ๆ เพื่อนหรือพี่ผู้ชายที่ไม่สนิทแต่คุยด้วยได้ก็ประมาณอีก 10 คนขึ้นไป...เพื่อนผู้ชายที่รู้จักก็อีกหลายคน เพราะเรียนโรงเรียนสหด้วยมั้ง....ห้องนึงก็มีเพื่อนผู้ชายครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว....

แต่ว่าคบเพื่อนผู้ชายมันก็มีข้อดีข้อเสียไปอีกแบบ....

ข้อดี

ได้เรียนรู้ทัศนคติของเพศตรงข้าม ตั้งแต่เราเริ่มเป็นวัยรุ่นกันมาจนถึงเร่มเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย....แล้วก็ได้เรียนรู้ความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ หลายอย่างที่เราอาจจะมองไม่เห็นหรือคิดไม่ถึง เพื่อนผู้ชายออกความเห็นที่สมเหตุสมผล ใช้เหตุผลมากกว่าเพื่อนผู้หญิงส่วนใหญ่

เพื่อนผู้ชายไม่เรื่องมาก ลุยไหนลุยกัน...( แต่ก็มีเพื่อนผู้ชายบางคนที่เรื่องมากกว่าเพื่อนผู้หญิง)

เฮฮาได้ ปล่อยมุขตลกติงต๊องแค่ไหนก็ได้ เพราะมีแนวโน้มที่มันจะต๊องกว่าเรา

สามารถใช้กำลังได้ ( แม้จะสู้ไม่ได้) เวลาหมั่นไส้ เช่น ตีมัน ด่าแรง ๆ ได้ เวลาโมโห มันไม่โกรธ

มีคนช่วยกินข้าวเวลากินไม่หมด ไม่ต้องทิ้ง เสียดายกลายเป็นก๊าซมีเทนโลกร้อน... ( ในทางกลับกันก็ทำให้กินข้าวเร็วขึ้นด้วย และบางทีก็กินเยอะขึ้นด้วย มีพักนึงกินข้าวกับเพื่อน/พี่ผู้ชายเป็นส่วนมาก ก็ต้องกินเร็ว+เยฮะกว่าปกติ)

เวลาต้องการความช่วยเหลือ แค่ทำเสียงง้องแง้ง เพื่อนก็มักใจอ่อน เช่น  ช่วยหน่อยน้า....ทำให้หน่อยสิ นะ นะ...ทำไม่ได้อ่ะ....( แต่วิธีการนี้ก็ไม่ได้ผลกับเพื่อนบางคน หรือบางทีมักถูกด่าก่อน แต่เพื่อนก็ช่วยทีหลัง)

ไม่ค่อยถูกขัดใจ เพื่อนผู้ชายมักตามใจ เช่นจะกินอะไร จะไปไหน ( แต่ก็ไม่เสมอไป )

มีคนคอยเป็นห่วงเป็นไย ( แต่บางทีก็ออกแนวหวง ) โดยเราไม่ต้องเอาตัวไปผูกมัดด้วย

เพื่อนผู้ชายไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่มีเรื่องหยุมหยิมกวนใจ

ข้อเสีย

กลายเป็นผู้หญิงห่าม...เพราะอยู่กับเพื่อนผู้ชายมากจนจะกลายเป็นผู้ชายไปแล้ว ( สมัยมัธยม เคยมีเพื่อนผู้ชายชวนไปเตะบอล...หรือหาว่าเราเป็นลิง) พูดก็ไม่ค่อยเพราะ จนเคยตัว เพราะเวลาพูดคะ..ขาหรือพูดเพราะ ๆ หวาน ๆ กับเพื่อน คำถามที่ถามคือ... " มาไม้ไหนเนี่ยะ " ไปจนถึง " มรึงเป็นอะไร"

มีเรื่องให้หงุดหงิดใจเป็นพัก ๆ เช่นเวลาสนิทกับเพื่อนผู้ชายคนไหน แล้วบังเอิญมีผู้หญิงอื่น หรือเพื่อนผู้หญิงของเราแอบชอบ / มาสนใจมัน ก็จะถูกไซโคหรือมีการพูดจากวนใจ เพราะคิดว่าเราเป็นคู่แข่งทางความรักของมัน..

มีแนวโน้มเป็นนางสาวคานทองนิเวศน์ได้ เพราะว่ามีแต่เพื่อนๆๆๆ เพื่อน ๆๆๆ และเพื่อน ๆๆๆ แล้วบางทีคนนอกมองมาก็นึกว่าเพื่อนคือแฟนเรา.... แม้พวกเพื่อนผู้ชายชอบถามด้วยความเป็นห่วงว่า คบใครบ้างแล้วยัง หรือถ้าสนใจใครอยู่ก็ให้เล่าให้ฟัง เพื่อจะได้ช่วยพิจารณาในสายตาผู้ชายว่าคน ๆ นั้นดีไหม...แต่สุดท้าย ชอบได้คำตอบที่ว่า อย่าไปคบเลย อย่าไปยุ่งเลย ไม่เข้าท่าหว่ะ..... ( อ้าว ชอบใครก็ไม่เห็นเคยออกความเห็นว่าดีสักที ...งง)

คิด ๆ ไปแล้วข้อดีเยอะกว่า ก็คบเพื่อนผู้ชายต่อไป..แต่พอโต ๆ ขึ้นไม่ค่อยเจอเพื่อนผู้ชายใหม่ ๆ เท่าไหร่ เพราะว่าผู้ชายในโลกนี้น้อยลง ได้เพื่อนเป็นชายไม่จริงมาแทน...อิอิ

 

 

 

2008/Oct/05

....เหมือนขนม....

แฟนเก่า

เหมือนขนมที่ตอนแรกกินแล้วอร่อย แต่กินนาน ๆ ไปก็เบื่อ...เลี่ยน...แล้วก็ไม่อยากกินอีกแล้ว

แฟนใหม่

ขนมที่ตอนแรกไม่ได้สนใจจะกินแต่กิน ๆ ไปเริ่มอร่อย แถมรสชาติดีกว่าขนมเก่าที่เคยชอบกิน

กิ๊ก

เหมือนเครื่องดื่ม...เวลาที่ขนมติดคอ

เพื่อนสนิท

ขนมที่กินอร่อยได้เรื่อย...แต่ไม่ได้อร่อยล้ำอะไรมากมาย...แต่บางทีกิน ๆ ไปก็เกิดอร่อยล้ำขึ้นมาได้

 

2008/Sep/18

 สมัยก่อน ว่ากันว่า ที่ดินย่านสุขุมวิท ถือว่าบ้านนอก ไก่กา มาก ๆ ไม่มีใครอยากได้ สมัยนั้นใครจะซื้อที่แถวสุขุมวิทก็พายเรือมาเอาไม้ปัก ๆ จอง ๆ ไว้ได้ตามสบาย เพราะว่าไม่มีใครเอา

นาน ๆ ไป สุขุมวิทเริ่มคึกคัก มีบ้านเรือน ร้านค้ามากมาย กลายเป็นย่านที่ใคร ๆ ก็อยากจะอยู่ที่สุดย่านนึงในกรุงเทพ

แต่ย่านนี้ก็เงียบ ๆ ซบเซาไปพักหนึ่งเหมือนกัน ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี

ทว่า...ตอนนี้ย่านสุขุมวิทกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง คอนโดมากมายผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด....คนที่อยู่แถวนี้ วันดีคืนดีก้อาจมีเพื่อนบ้านเป็นคอนโดไปได้....

มีหลาย ๆ คนอยากจะมาอยู่ย่านสุขุมวิท เพราะดูสะดวกสบาย ดูดีมีชาติตระกูล..แต่หารู้ไม่ว่า อยู่สุขุมวิทเนี่ยะ มันเป็นความลำบากในชีวิตอย่างหนึ่งเลยล่ะ

ในฐานะที่อยู่สุขุมวิทมาตั้งแต่เกิด ก็รู้สึกว่าถนนเส้นนี้มัน..โอ๊ย ให้ตายเถอะ

รถติด ---- ตั้งแต่เกิดมา ถนนสายนี้ไม่เคยมีวันไหนรถไม่ติด มันต้องติดสักจุด ขึ้นอยู่กับมาติดมาติดน้อยเท่านั้นเอง ตอนเด็ก ๆ เคยต้องเดิน ไป -กลับ บ้าน  - โรงเรียน( โรงเรียนอยู่ถึงเกือบอโศก ซอยบ้านเราอยู่แถวเอกมัย)เพราะรถติดมาก ๆ ไม่ขยับเขยื้อนเลย....และสามารถติดได้ตั้งแต่ 10 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมง

ช่วงที่มีรถไฟฟ้าก็รถติดมา ๆ ฝุ่นเยอะ ถนนกลายเป็นนรกย่อม ๆ ไปเลยช่วงนึง พอมีรถไฟฟ้าแล้วเส้นนี้ก็......ติดเหมือนเดิม อาจจะมากกว่าเดินด้วยซ้ำเพราะว่าคนย้ายเข้ามาอยู่กันใกล้ ๆ รถไฟฟ้า

น้ำท่วม --- สุขุมวิทนี่น้ำท่วมตลอดชาติ ฝนตกนิดเดียวก็น้ำท่วมแล้ว เมื่อก่อนฟุตบาทยังไม่ได้ยกให้เสมอขอบถนน เวลาฝนแตกที ฟูตบาทก็จะกลายเป็นบ่อน้ำ เดินได้แต่ตามขอบเท่านั้น

มีอยู่ช่วงนึง สุขุมวิทจะน้ำท่วมขนาดที่ว่า...ที่แห้งแห่งเดียวตามถนน คือ เกาะกลางถนน เท่านั้น สมกับเป็นเกาะ กลางถนนจริง ๆ ทุกคนก็ต้องไปเดินกันบนเกาะกลางถนนหมดเลย

เคยจับเวลาดู ฝนตกแค่ 10 นาที น้ำก็ท่วมถนนหมดแล้ว ตอนนี้ฟุตบาทสูง มันก็เลยเปลี่ยนไปท่วมถนนแทน เคยลองจับเวลา แค่ 10 นาที น้ำก็ท่วมได้แล้ว

แล้วพอน้ำท่วม แมลงสาบเยอะมาก..กรูกันออกมาเกาะขาเราเวลาเดินผ่าน ประดุจว่าเราเป็นที่พึ่งสุดท้ายจากอุทกภัยของเหล่าแมลงสาบ

วันก่อนซอยบ้านก็กลายเป็น คลองสุเอช ย่อม ๆ ไปเลยล่ะ ( เพื่อนบอก่า ยี้ บ้านนอก น้ำท่วมด้วย....ง่า)

ของกิน --- แม้จะมีของกินมากมาย...ให้เลือกสรร...แต่ว่าราคาบางทีก็แพงไม่ค่อยสมเหตุสมผล เคยเทียบกับข้าวที่ซื้อมาระหว่างแถวบ้านเรากับแถวบ้านเพื่อนที่อยู่ชานเมือง กับข้าว 25 บาทของเรา จำนวนเท่ากับ 10 บาทแถวบ้านมัน...โหย อะไรเนี่ยะ

แต่ที่ดีอย่างนึงคือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีหลายอย่างให้ซื้อ สำหรับทำกับข้าวของชาติต่าง ๆ ได้เครื่องปรุงครบถ้วน....

แต่ตอนนี้แถวสุขุมวิทไม่ค่อยมีคนไทยอยู่เท่าไหร่ มีแต่ชาวต่างชาติเยอะมาก ๆ บางทีเวลาอยู่บนรถไฟฟ้านึกว่าตรูอยู่สิงคโปร์รึเปล่าเนี่ยะ....

เอ้อ ช่วงถนนสุขุมวิทจากนานาถึงพระโขนงมีวัดแค่วัดเดียวเท่านั้นเอง เท่าที่เห็นนะ แปลกดี....

ฟังแบบนี้แล้วยังอยากมาอยู่ไหมเนี่ยะ...สุขุมวิทน่ะ

edit @ 18 Sep 2008 13:17:52 by mariposa

2008/Sep/11

พักเรื่องการเมืองไว้ก่อน...อีกรอบ วันนี้ขอบ่นเรื่องส่วนตัวนิดนึง

มีเพื่อนเคยบอกเราไว้ว่า มีสุภาษิตจีนกล่าวไว้ประมาณว่า...แม้วาสนามี อยู่ไกลพันลี้ก็ได้พบ แม้ไร้วาสนา อยู่ตรงหน้าก็แลหาไม่เห็น...

ตัดมายังสถานการณ์...

ส่ง message ไป Happy Birthday เพื่อนคนนึงทุกปี ..เพราะเคยแอบปลื้ม ๆ มัน แต่ถึงตอนนี้จะเฉย ๆ แต่ก็ยังรู้สึกดีที่จะส่ง Message ไป ให้เขาในวันเกิด...

ส่งไปทุกปีก็เงียบหาย.. ...ไม่มีสัญญาณตอบกลับจากบุคคลที่ท่านส่งข้อความไปให้...แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะรู้ว่ามันเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว...

พอมาปีนี้ ก็ส่ง message ไป ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรตอบกลับมาเหมือนเช่นเคย...

เช็คโทรศัพท์..มี misscall จากเพื่อนคนนี้....

โอ๊ะ...แอบอึ้ง...ปีนี้มาแปลกแฮะ...

โทรกลับไป....ไมมีคนรับ...

มันโทรกลับมา เราไม่ได้รับ Misscall อีกรอบ....

ตอนเที่ยงเราเลยโทรกลับไป...นานพอสมควรมันก็รับ....

เรา : โทรมามีอะไรเหรอ ?

เขา : ( เสียงเหวอ ๆ ) เอ๊ะ..เอ่อ นั่นใครอ่ะ

เรา : ( เหวอกว่ามัน...อ้าว เอ๊ะ นั่นใครล่ะนั่น) อ้าว เอ๊ะ ฉันเอง ( เบอร์ไม่โชว์เหรอไง งง)

เขา : ( เงียบ...เหวอ มีเสียงหัวเราะแบบเหวอ ๆ  เราเลยบอกชื่อเราไป) อ๋อ โทษที พอดีโทรศัพท์แฮงค์ เบอร์หายหมดเลย ไม่รู้ใครโทรมาน่ะ...

เรา : อ้าวเหรอ ( ในใจแอบเซ็ง...ที่แท้แมร่งก็คงรอใครคนนั้นส่ง Message มาล่ะสิ รู้งี้กรูหลอกว่าเป็นโปรเก่ามันก็ดีหรอก... Gsawa แอบบอกว่าเลวล่ะแก)

เขา : (คงเห็นเสียงเราแอบเซ็ง...ไม่แอบล่ะกรุเซ็งจริง)...เอ้อ Thank you น้า.... ( ไม่มีประโยชน์ กรุเซ็งไปแล้ว)

เรา : อืม ไม่เป็นไร หวัดดี...

************************************

โห นึกถึงที่เพื่อนพูดเลยแฮะ วาสนาไม่มีจริง ๆ จะมีไรให้ตื่นเต้นหน่อยก็ไม่ได้ เกือบจะได้ตื่นเต้นแล้วเชียว กรำ...

ใครเคยแอบเหวอแบบนี้บ้าง มามะมาเล่าสู่กันฟังบ้าง...

( ฉันว่า น้อง Maskoto ต้องเคยแน่ ๆ หึหึ )