2008/May/10

ก่อนวันเกิด 1 วัน อยู่ ๆ ก็ฝันว่าได้ไปงานศพงานหนึ่ง ไม่รู้ว่างานใคร แต่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ตาย ในฝันเราได้ปักธุปไหว้ศพด้วย ตื่นมาก็ไม่ได้คิดอะไร....พอไปทำงานกลับมา แม่บอกว่า ลูกพี่ลูกน้องเราเสียแล้ว ด้วยสาเหตุเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย....ก็อึ้ง ๆ ไป

เพราะแม้ลูกพี่ลูกน้องคนนี้แม้จะอายุห่างจากเรา 12 - 13 ปี ( อายุเขาสามสิบกว่า ๆ ) แต่ก็สนิทกัน ได้คุยกันบ่อย ๆ และเวลาเราไม่สบาย ก็ได้พี่คนนี้แหล่ะคอยเป็นเหมือนผู้ให้คำแนะนำตลอด เพราะว่าเขาเรียนจบพยาบาลมา ( เกียรตินิยมอันดับ 1 ซะด้วย) จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เวลาแม่พาไปฝากไว้บ้านป้า พี่เขาก็จะหาขนมให้กิน พาไปเที่ยว ( ส่วนมากคือเที่ยวเซนทรัลชิดลม -_-")จำได้ว่าตอนป. 1 เป็นอีสุกอีใส พี่เขาเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่าเราน่าจะเป็น....

รู้สึกโหวง ๆ ...วันหนึ่งคนที่เคยอยู่ วันนี้ก็ไม่อยู่ซะแล้ว....

ถ้าพี่เขายังอยู่ ความรู้ความสามารถของเขาคงจะช่วยคนได้อีกมาก เหมือนที่เขาได้เคยช่วย ๆ มา....ไม่มีอะไรการันตีหรอกว่า คนที่อายุน้อยกว่าจะตายหลังคนที่อายุมากกว่า....คนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกข์ที่สุดก็คงจะต้องมาจัดงานศพลูกตัวเองเนี่ยะแหล่ะ  แต่อย่างกรณีพี่เรา มันเป็นเรื่องสุดวิสัย แต่ไอ้คนที่เอาตัวเองไปเสี่ยง ๆ กับเรื่องความเป็นความตายโดยไม่นึกถึงหัวอกพ่อแม่นี่มันทำไปได้ยังไงนะ

ไม่ได้จะให้มานั่งหดหู่ว่าไม่รู้ว่าเราจะตายวันตายพรุ่ง แต่แค่เป็นการเตือนใจให้เราอย่าดำรงชีวิตอยู่บนความประมาท แค่อย่าใช้ชีวิตหมดเปลืองไปวัน ๆ ให้เวลากับพ่อแม่ ดูแลพ่อแม่มากแค่ไหน มีเวลาให้คนในครอบครัวบ้างรึเปล่า แบ่งเวลากับเพื่อนบ้างไหม ( เน้นว่าเพื่อนนะ ไม่ใช่แค่คนรู้จักที่ออกไปเฮฮากันตามประสา) วัน ๆ ทำอะไรไปบ้าง ทำอะไรที่มีประโยชน์บ้างรึเปล่า ทั้งกับตัวเองและสังคม 

หรือว่าวัน ๆ เอาตัวเองไปติดกับคนที่เพิ่งเข้ามาในชีวิต วัน ๆ คุยโทรศัพท์กับแฟนทั้งวัน แฟนทำอะไรรู้หมด แต่แค่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดียวกันไม่ค่อยสบายกลับไม่เคยสังเกต .....

จงทำทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายบนโลกนี้

แม้ตายไปอาจจะไม่รับรู้อะไรแล้วก็ตาม

แต่ถ้าเกิดรับรู้ล่ะ

จะเสียใจไหม ที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ

แต่ก้แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว....

ปล.

ถึงพี่สาวผู้ใจดี ขอบคุณที่คอยช่วยเหลือดูแลน้องสาวคนนี้ แม้จะไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ก็ตาม

น้องคนนี้จะจำทุกช่วงเวลาดี ๆ และเสียงหัวเราะใส ๆ ของพี่ไว้ตลอดไปค่ะ

ขอให้พี่ไปสู่สุคตินะคะ....

 

 

edit @ 10 May 2008 21:07:13 by mariposa

2008/Apr/25

วันนี้ตอนเที่ยงมี topic ขึ้นมาว่า ระหว่างรัก กับ ชอบ มีความแตกต่างกันยังไง

ก็มีหลายหลากความเห็น

เช่น ชอบหลายคน รักคนเดียว

ชอบคืออยู่ด้วยกัน แต่รักไม่ต้องอยู่ด้วยกัน ( เพราะไปรักภรรยาหรือสามีชาวบ้านงั้นรึ...งงกับคำตอบนี้)

รักคือการเห็นคนที่เรารักได้ดีมีสุข โดยเราอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสุขนั้น

เป็นต้น

ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ในความคิดเรา ผู้ชายกับผู้หญิงมองเรื่องความรักต่างกัน

ผู้หญิงมักมองความรักเกี่ยวข้องกับเรื่อง SEX ในขณะที่ผู้ชายนั้นมองว่ามันไม่ต้องเกี่ยวกับความรัก เพราะบางทีมันก็เป็นแค่ความใคร่เท่านั้น

ว่าแต่ ชอบ กับ รัก แตกต่างกันในความคิดของคุณผู้อ่านยังไงบ้าง ขอความเห็นหน่อยค่ะ

 

เพิ่มเติม

ในความเห็นของเรานะ...ชอบคือความหลงใหล ส่วนรักคือความผูกพัน...

แต่สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็รักตัวเองอยู่ดี แต่ไม่ค่อยมีคนยอมรับ....เวลาบอกว่ารักคนอื่น จริง ๆ แล้วก็เพราะตัวเองมีความสุขกับการได้ถูกรักนั่นเอง....

edit @ 27 Apr 2008 12:02:47 by mariposa

2008/Apr/24

ตั้งแต่เด็ก ๆ มาก็วนเวียนเข้าออกคลินิกหมอฟันมาตลอด ไม่รู้ว่าทำไม แม้ว่าฟันจะไม่เคยผุเลยก็ตาม ( เพิ่งมาผุ 2 ซี่ตอนทำงานเนี่ยะแหล่ะ แปลว่าโตแล้วสกปรก ฮา ฮา ) แต่มีเรื่องให้ยุ่งกับปากได้ตลอดเวลา

เร่มจากแม่จะพาไปคลินิคหมอฟันตั้งแต่เรียนอนุบาลเลยจะได้ชิน ๆ เอาไว้ ร้านหมอฟันที่เป็นคลินิคประจำก็อยู่ตรงทองหล่อ คุณหมอก็ใจดีทุกคน เจอหมอตั้งแต่หมอยังสาวและเรายังเด็ก...พี่เจ้าหน้าที่บางคนก็อยู่มาตั้งแต่เราเริ่มไปร้านนี้เลยล่ะ

ตรวจฟัน เคลือบฟลูออไรด์

 ตอนเด็ก ๆ แม่ก็พาไปตรวจฟัน เคลือบฟลูออไรด์ สนุกสนานเพลิดเพลิน พอเสร็จแล้วเขาก็พาไปเลือกของเล่นให้เอากลับบ้านด้วย เลยมีความสุขทุกครั้งที่ไปหาหมอฟัน ความที่ตอนเด็ก ๆ ฟันไม่ผุเลยทำให้ยังไม่เจอเรื่องน่ากลัว ๆ ที่ทำให้ฝังใจว่ามาหาหมอฟันน่ากลัว

ดัดฟัน

จากนั้นก็ไปตรวจฟันเป็นประจำทุกปี แล้วพอเรียนสักป. 3 หมอก็ทักว่าฟันยื่น ๆ แม่ก้เลยพาไปดัดฟัน ซึ่งตอนนั้นเทคนิคการดัดฟันเพิ่งจะเร่มมีไม่นานมากนัก เราก็เป็นยุคบุกเบิกการดัดฟันเลยล่ะ คิดย้อนกลับไปแล้ว รู้สึกว่าการที่ถูกจับดัดฟัน ไม่ใช่เรื่องโก้เก๋ เหมือนที่เด็ก ๆ สมัยนี้ชอบคิดกันว่าแปลว่ารวย ดูเป็นคุณหนูไฮโซ เวลาดัดฟันต้องยิ้มโชว์สวยหรู ( เพราะบางคนแค่ติดเหล็กเล่น ๆ ให้ดูเหมือนดัดฟัน ไม่ได้ผ่านการดัดอย่างจริงจัง)

เรากลับคิดว่าการดัดฟันมันเหมือนกับว่าชาติที่แล้วเราไปทำกรรมอะไรเอาไว้มากกว่า เพราะการดัดฟันเนี่ยะโคตรทรมาน ดัดอยู่สองปี...บางคนก็ต้องดัดนานกว่านั้น ขั้นตอนการดัดฟันก็มีดังนี้

ตอนแรกเขาจะส่งไปแสกนทั้งหัวเลย แล้วก็มาทำพิมพ์ฟัน ดัดโครงเหล็กให้เข้ากับรูปฟัน จากนั้นหมอจะจับเราถอนฟันออก เพื่อให้มีช่องว่างให้ฟันมันเบียดเข้าไป ตอนนั้นถูกจับถอนไป 4 ซี่ ( เป็นฟันเขี้ยวด้วยสิ เสียดายมากเลย แต่ยังเก็บฟันไว้เลย) หลังจากนั้น หมอจะเอาเครื่องติดที่เหมือนเป็นเหล็ก ๆ ที่สามารถขันน็อตให้เหล็กมันบีบตัวเข้าไปได้มาติดกับฟันเรา ( ว่ากันว่ามันแพงเพราะเครื่องมือทุกอย่างมันไม่ใช่เหล็กแต่มันเป็นทองคำขาว) จากนั้น หมอจะนัดมาเพื่อไขเหล็กให้แน่นเข้าไปทุกครั้งจนฟันเข้าที่ตามที่ต้องการหรือตามที่สมควร....

เวลาไขเหล็กแต่ละครั้งฟันจะปวดระบมไปหมด กลับบ้านกินข้าวไม่ได้เลย กินได้แต่ข้าวต้มไปประมาณ 2 วัน เวลาใส่เหล็กห้ามกินหมากฝรั่ง ห้ามกินซูกัส ไม่งั้นเหล็กหลุดเปิงออกมาเกี่ยวปากแหก กินอะไรก็ติดฟันไปหมด ต้องคอยแปรงฟันให้ดีไม่งั้นแกะเหล็กมาฝันผุหมดได้

ดึงยาง

พอดัด ไปสักพัก ก็ต้องถึงตอน ดึงยาง น่าเกลียดมาก ๆ ต้องเอาหนังยางแบบพิเศษรั้งกับเครื่องมือในปาก เพื่อให้เครื่องมือมันดึงฟันเราเข้า เวลากินข้าวก็ถอนหนังยางออกแล้วกินเสร็จก็เกี่ยวเข้าไปใหม่ เวลาพูดก็มียางยืด ๆ อยู่ในปาก เพื่อน ๆ ก็จะล้อว่า ไอ้หนังกะติ๊กติดฟัน หรือหาว่ากินบะหมี่ติดฟันบ้างล่ะ

ส่วนยางที่หมอติดกับตัวเหล็ก ไม่ใช่ยางที่รั้งอยู่ในปากนั้น สมัยนี้มีหนังยางสี ๆ ยางที่เหล็กดัดฟันก็มีเป็นสี ๆ ด้วย แต่สมัยเรามันยังไม่มี มีแต่เป็นยางขาว ๆ เหลือง ๆ ขุ่น ๆ บอกไม่ถูก ยังดีว่าพอดัดไปสักพักมียางใส ๆ เลยไม่ค่อยน่าเกลียด แต่ว่าพอเราใส่เหล็กใกล้ถอด ยางสี ๆ ดันออกตลาดมาพอดี เราเลยบอกหมอว่า "หนุอยากได้ยางสี ๆ บ้างอ่ะ " หมอ ( เป็นคุณลุงแก่ ๆ ท่าทางเด็กเรียนมาก ๆ ) ถามว่า " เอาสีอะไรดีล่ะ " เราบอกว่ แล้วแต่หมออ่ะค่ะ เลือกไม่ถูก " หมอยิ้มร่าบอกว่าได้ ๆ แล้วหมอก็เกี่ยวยางสีให้เราอย่างสนุกสนาน พอเสร็จหมอให้เราส่องกระจก......อึ้งไปสามวิ...เพราะว่าฟันแต่ละซี่มียางรัดเหล็กสีละซี่...เรียงกันแบบ เหลือง เขียว แดง ส้ม น้ำเงิน ม่วง....( ประมาณหมอคงสงสารว่าเดี๋ยวก็ไม่ได้ใส่ยางแล้ว เลยสมนาคุณให้ทุกสี) ไปถึงโรงเรียนเลยกิ๊บเก๋ไปเลย....

รีเทนเนอร์

วันที่เอาเหล็กออก เหมือนหลุดจากเครื่องทรมานชนิดหนึ่ง....แต่ว่ายังต้องไปทำพิมพ์ฟันเพื่อใส่ รีเทนเนอร์ หรือเจ้าเหล็กดัดฟันแบบที่ถอดได้ เวลาใส่ก็พูดไม่ชัดแล้วปากก็คับ ๆ เพราะว่ามันเป็นแผ่นพลาสติกที่มีเหล็กติดอยู่ ความรู้สึกเหมือนใส่ฟันปลอม... เวลาจะกินข้าวก็ต้องถอดออกแล้วดูดน้ำลายออกก่อนด้วย เพราะมันขังน้ำลายไว้เยอะมาก ต้องมีกล่องประจำตัวไว้ใส่รีเทนเนอร์ แล้วก็ต้องคอยทำความสะอาดให้ดี ไม่งั้นรีเทนเนอร์จะเหม็นมาก เปลี่ยนรีเทนเนอร์ได้สองอัน หมอก็บอกว่า จบแล้ว จบการดัดฟันแล้วจ้า....ตอนนั้นดีใจเหมือนหลุดพ้นจากเครื่องทรมาน

ที่นึกถึงเรื่องเหล่านี้ได้เพราะพอดีล่าสุดไปถอนฟันกรามซี่ที่สามมา เนื่องจากฟันคู่ที่สบกับมันถูกผ่าออกไปเนื่องจากเป็นฟันคุด พอฟันซี่นี้ไม่มีที่สบมันเลยงอกยาวเรื่อย ๆ จนไม่เกรงใจใคร น่ารำคาญมาก เลยต้องไปถอนออก หมอที่ถอนก็เก่งมา ถอนออกในเวลาไม่ถึง 1 นาที...เรางี้ตกใจเลย หมอช่างยอดฝีมือจริง ๆ

ฟันที่ถอนทุกซี่เรายังเก็บไว้อย่างดี แต่ละซี่ก็สวยงามไร้รอยผุ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ

แต่ไปหาหมอฟันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวนะ คุณหมอฟันใจดีทุกคน และทำให้เรากระเป๋าเบาทุกครั้งเวลาออกจากร้าน :p

edit @ 24 Apr 2008 21:31:30 by mariposa

edit @ 24 Apr 2008 21:41:26 by mariposa